ภาคีธุรกิจแอลกอฮอล์ผนึกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย จัดเสวนา “ไม่จบ 32” หนุนรัฐปรับเกณฑ์กฎหมายลูก ม.32/1 เสนอหลักการ ม.32/2 ต้องชัดเจน เพื่อปกป้องประชาชน สร้างสมดุลการควบคุม

ภาคีธุรกิจจับตากฎหมายลูกตามมาตรา 32 หลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดรับฟังความเห็น ชี้โจทย์ใหญ่ต้องแยก “การให้ข้อมูลสินค้า” ออกจาก “การโฆษณาชักจูง” เสนอทบทวนเกณฑ์โลโก้ 5% คำเตือน 1 ใน 3 และข้อจำกัดสื่อออนไลน์ หวั่นกติกาที่คลุมเครือเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อย กระทบคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และทำลายโอกาสการสร้างมูลค่าสินค้าไทย ย้ำไม่ค้านการควบคุม แต่ต้องเป็นกฎหมายที่ชัดเจน ได้สัดส่วน ปฏิบัติได้จริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สมาคมการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ร่วมกับสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ สมาคมสุราท้องถิ่นไทยและเครือข่ายผู้ประกอบการ เสริมทัพด้วยสมาคมคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไทย จัดเวทีเสวนา “ไม่จบ 32 : ขอมาตรา 32 ที่ไม่ทำร้ายประชาชน” ณ KRAM Bar กรุงเทพฯ เพื่อระดมมุมมองจากผู้ประกอบการ นักวิชาการด้านกฎหมาย คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และภาคประชาชน ต่อแนวทางการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้มาตรา 32/1 ของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายหลังสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างหลักการของหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศ ภายใต้มาตรา 32/1เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 พร้อมเสนอแนวทางออกหลักเกณฑ์มาตรา 32/2 เรื่องผู้มีชื่อเสียงที่อาจส่งผลกระทบกับประชาชนและคนในวิชาชีพสื่อ

เวทีเสวนามีมติเห็นพ้องร่วมกันในการสนับสนุนเป้าหมายของภาครัฐด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ อย่างไรก็ดี ภาคีเครือข่ายเสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาทบทวนร่างประกาศดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจน ได้สัดส่วน สอดคล้องกับบริบทการดำเนินธุรกิจจริง และมีความสมดุลระหว่างการป้องกันประเด็นด้านสังคม กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

นางอัญชลี ภูมิศรีแก้ว นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวในมิติกฎหมายและมาตรฐานสากลว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายควรเปิดกว้าง นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และเป็นธรรมต่อผู้บริโภคที่บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดในการแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายยังขาดความชัดเจน ส่งผลให้การนำเสนอภาพผลิตภัณฑ์เพื่อระบุตัวตนสินค้า สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความเป็น “การโฆษณาชักจูง” ทั้งที่ในหลักสากลและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน การแสดงภาพบรรจุภัณฑ์ พร้อมข้อมูลข้อเท็จจริง เช่น ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ (GI) ปริมาณแอลกอฮอล์ รสสัมผัส หรือราคา ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคที่บรรลุนิติภาวะในการได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องก่อนตัดสินใจซื้อ การห้ามแสดงภาพบรรจุภัณฑ์ หรือจำกัดให้อยู่เฉพาะในเว็บไซต์หลัก ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายย่อยที่ต้องสื่อสารเรื่องราววัตถุดิบท้องถิ่น ตลอดจนร้านอาหารและคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายอาหารที่ไม่สามารถให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายข้อยกเว้นการแสดงข้อมูลสินค้า สื่อประชาสัมพันธ์ และเมนูเครื่องดื่ม ณ จุดจำหน่าย ให้ครอบคลุมถึงสถานประกอบการที่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุราอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด เช่น ร้านอาหารทั่วไป บาร์ คาเฟ่ โรงแรม และร้านค้าชุมชน ไม่ควรกำหนดข้อยกเว้นเฉพาะสถานบริการที่ถือใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เท่านั้น เนื่องจากร้านอาหารและผู้ประกอบการบริการส่วนใหญ่ในประเทศไทยดำเนินกิจการอย่างสุจริตภายใต้ใบอนุญาตจำหน่ายสุราถูกต้อง แต่ไม่ได้จัดเป็นสถานบริการตามนิยาม พ.ร.บ. ดังกล่าว เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายในปัจจุบัน การจำกัดสิทธิเฉพาะสถานบริการตามกฎหมายสถานบริการจะสร้างความไม่เป็นธรรมในการประกอบอาชีพ และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการในภาพรวม

หนุนสุราชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากสู่ซอฟต์พาวเวอร์อย่างยั่งยืน และเสนอให้ทบทวนข้อความคำเตือนที่ไม่เหมาะสม แนะใช้วิทยาศาสตร์และสัญลักษณ์สากล

นางสาวสีตลา ชาญวิเศษ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดผู้เคยร่วมเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการยกร่างมาตรา 32 ชี้ว่าต้นทางของมาตรา 32/1 มาจากการแยกคำว่า “โฆษณา” ที่หมายถึงการได้รับค่าตอบแทนเพื่อโน้มน้าวใจ ออกจากคำว่า “ประชาสัมพันธ์” ที่หมายถึงการให้ข้อมูลข่าวสารโดยไม่มีเจตนาชักจูง ซึ่งเป็นที่มาของช่องทางให้ผู้ประกอบการพูดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าแอลกอฮอล์ได้ในฐานะสินค้าควบคุมอื่นๆ แต่หลักการร่างหลักการที่ทางหน่วยงานภาครัฐเสนอกลับเขียนถอยหลังกว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขกฎหมาย ทั้งการห้ามแสดงภาพสินค้าจริงโดยให้ใช้ได้แค่สัญลักษณ์ การจำกัดพื้นที่สื่อทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 5 ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาทีวี เมนูร้านอาหาร หรือบิลบอร์ด และการกำหนดคำเตือนขนาดใหญ่ระดับเดียวกับฉลากบุหรี่ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ภาครัฐอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมาย

“หน่วยงานภาครัฐควรใช้หลักการของกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้แทนการห้ามแบบเหมารวม เช่น ใช้ “โซนนิ่ง” ควบคุมพื้นที่ของป้ายโฆษณากลางแจ้งตามแนวทางเดียวกับใบอนุญาตขายสุรา เพราะความกังวลของประชาชนที่มีต่อกฎหมายนี้ไม่ได้มาจากบทลงโทษเป็นหลัก แต่มาจากความไม่รู้ว่าอะไรพูดได้พูดไม่ได้ ซึ่งหากกำหนดกรอบให้ชัดเจนกว่านี้ก็จะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และคืนเสรีภาพในการสื่อสารให้ผู้ประกอบการได้มากขึ้น” นางสาวสีตลา กล่าวเพิ่มเติม

นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟต์เบียร์ เป็นผู้เปิดประเด็นในช่วงมาตรา 32/2 ด้วยการอ่านตัวบทกฎหมายทีละประโยคเพื่อชวนถกว่า ถ้อยคำที่ว่า “ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน…โดยมุ่งหมายชักจูงใจ” นั้นคลุมเครือและกว้างเกินไป คำว่า “ผู้ใด” อาจตีความครอบคลุมถึงทุกคนโดยไม่จำกัดระดับชื่อเสียง พร้อมเสนอให้สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์เข้ามีส่วนร่วมกันยกร่างข้อเสนอส่งให้หน่วยงานรัฐก่อนที่จะมีการประกาศร่างกฎหมายลูกที่อาจสร้างปัญหามากกว่าเดิมเสนอเปิดทางให้แสดงภาพบรรจุภัณฑ์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แยกออกจากโฆษณาชักจูง รวมถึงขยายข้อยกเว้นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุม

“กฎหมายที่ดีต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปต้องเดาเอาเองว่าอะไรผิด อะไรถูก คำว่า ‘ผู้ใด’ ในมาตรา 32/2 กว้างจนกระทบทุกคน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เราอยากเห็น กฎหมายลูกที่เป็นธรรม และปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้ประกอบอาชีพสุจริตต้องไปพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล” นายศุภพงษ์ กล่าว

นายศุภพงษ์ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้ทุกสมาคมที่ได้รับผลกระทบ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ท่องเที่ยว และค้าปลีก-ส่ง ร่วมกันส่งเสียงคัดค้านก่อนกฎหมายลูกจะถูกประกาศใช้ตามอำเภอใจ

นายอิสระ ฮาตะ ยูทูบเบอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ รองนายกฝ่ายมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทยราว 9 ล้านคน เป็นอาชีพประจำจริงราว 3 ล้านคน แต่ยังไม่ได้รับการรับรองอาชีพอย่างเป็นทางการจากรัฐ และอธิบายลำดับชั้นของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ (อินฟลูเอนเซอร์ เคโอแอล เคโอซี ฯลฯ) โดยชี้ว่า ยอดผู้ติดตามไม่สัมพันธ์กับมูลค่าการว่าจ้างหรือความน่าเชื่อถือ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขฟอลโลเวอร์นิยาม “ผู้มีชื่อเสียง” เพียงอย่างเดียว

“มาตรา 32/2 เขียนอย่างคลุมเครือเกินไป ผลักภาระการตีความไปให้ผู้ปฏิบัติหน้างานแทนที่จะระบุขอบเขตให้ชัดเจน ทางหน่วยงานควรออกระเบียบที่ชัดเจน ยกตัวอย่างกฎหมายฝรั่งเศสที่ใช้หลายเกณฑ์ร่วมกันก่อนเอาผิดได้ โดยชี้ว่า ยิ่งกฎหมายห้ามมากเท่าไร ยิ่งเปิดช่องให้คอนเทนต์ไร้จิตสำนึกได้เปรียบ เพราะเนื้อหาเสี่ยงมักได้ยอดเข้าถึงสูงกว่า ขณะที่ครีเอเตอร์ที่อยากทำคอนเทนต์ที่ให้ความรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดี กลับไม่กล้าทำ” นายอิสระ เน้นย้ำ

พร้อมเสนอมาตรฐานความโปร่งใสแบบสากล เช่น การระบุว่าได้รับสปอนเซอร์ทุกครั้ง และปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้หน่วยงานผู้ร่างกฎหมายมาทำความเข้าใจอุตสาหกรรมนี้ก่อนออกกฎ เพราะครีเอเตอร์เองก็ไม่ต้องการทำผิดกฎหมายและอยากให้อาชีพนี้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

ขณะที่ ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย ผู้แทนสมาคมสุราท้องถิ่นไทย และเป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่ร่วมยกร่าง พ.ร.บ. สะท้อนให้เห็นถึงมิติการพัฒนาเศรษฐกิจว่า สุราพื้นบ้านและสุราชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย เช่น ข้าว อ้อย และผลไม้ สอดรับกับนโยบายผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของภาครัฐ ดังนั้น กฎหมายลำดับรองควรอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถบอกเล่าภูมิปัญญา วัฒนธรรม และกรรมวิธีการผลิตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับมาตรา 32/1 เสนอให้พิจารณาปรับปรุงรูปแบบข้อความคำเตือนให้อิงตามหลักการประเมินความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์ และนำสัญลักษณ์สากล หรือข้อความรณรงค์การดื่มอย่างรับผิดชอบ มาปรับใช้เพื่อให้สื่อสารได้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ

และมาตรา 32/2 เสนอว่าคำว่า “แสวงหาประโยชน์” ควรนิยามให้ชัดว่าหมายถึงการได้รับเงินตอบแทนเท่านั้น ไม่ควรนับรวมผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นหรือยอดไลก์ ไม่ว่าจะเป็น 1 ไลก์หรือ 200 ไลก์ก็ไม่ควรถือเป็นประโยชน์ พร้อมอธิบายที่มาของร่างกฎหมายข้อนี้ว่ามาจากฝ่ายต่อต้านแอลกอฮอล์ที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้อินฟลูเอนเซอร์รับจ้างโปรโมตแบรนด์เหล้าแบบแอบแฝง ไม่ใช่ต้องการเอาผิดคนที่แค่มีชื่อเสียงโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ โดยยกตัวอย่างกรณีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยโปรโมตงาน OTOP โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ว่ายังถือว่าปลอดภัยเพราะทำตามหน้าที่ ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ส่วนตน” ผู้แทนสมาคมสุราท้องถิ่นไทย ย้ำ

ทั้งนี้ ผู้แทนผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่า การคุ้มครองเด็กและเยาวชน การป้องกันการโฆษณาที่ชักจูงให้เกิดการบริโภค และการลดผลกระทบที่เป็นอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของการกำกับดูแล แต่การออกกฎหมายลำดับรองจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสาธารณสุข สิทธิของผู้บริโภคในการเข้าถึงข้อมูล และความสามารถของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อคิดเห็นจากเวที “ไม่จบ 32” จะถูกนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอของภาคผู้ประกอบการต่อร่างกฎหมายลำดับรอง เพื่อสะท้อนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ยังเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมนำยื่นต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างเป็นทางการก่อนปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 18 กันยายน 2569 ต่อไป

By admin